รอยร้าวใต้คราบยาจก: สิบห้าปีที่จากบ้านไปสู้ชีวิตในต่างแดน

แต่เมื่อแกล้งแต่งตัวซอมซ่อหอบผ้าขี้ริ้วกลับมาทดสอบใจครอบครัว สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความเนรคุณสุดขั้วหัวใจ ที่ทำให้มหาเศรษฐีตัวจริงต้องสั่งสอนให้จำไปจนวันตาย!
ท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุของมหานครดูไบ ‘ศร’ ชายหนุ่มชาวไทยผู้สู้ชีวิต ได้ฟันฝ่าอุปสรรคจากกรรมกรก่อสร้างระดับล่างที่ต้องกินนอนกลางทะเลทราย ใช้ความอดทน หยาดเหงื่อ และมันสมอง พัฒนาตัวเองจนก้าวขึ้นมาเป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ตลอดสิบห้าปีที่เขาจากบ้านเกิดเมืองนอน ศรไม่เคยใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า เขาทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ส่งเงินกลับประเทศไทยเดือนละหลายล้านบาท เพื่อให้ ‘มาลี’ ภรรยาสุดที่รัก และ ‘แม่ยายสมศรี’ ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายที่สุด เขาสร้างคฤหาสน์หลังโต ซื้อรถหรู และส่งเสียให้มาลีได้ใช้ของแบรนด์เนม โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อเขาสร้างตัวสำเร็จ เขาจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายกับครอบครัวที่เขารักสุดหัวใจ
แต่ด้วยประสบการณ์ในโลกธุรกิจที่สอนให้ศรรู้จักธาตุแท้ของมนุษย์ เมื่อเขาตัดสินใจวางมือจากธุรกิจและเดินทางกลับประเทศไทยอย่างถาวร เขาจึงอยากทดสอบบางสิ่ง… ทดสอบว่า ‘ความรัก’ ที่ภรรยาและแม่ยายมีให้เขานั้น เป็นความรักที่แท้จริง หรือเป็นเพียงความรักใน ‘เม็ดเงิน’ ของเขากันแน่
เมื่อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแตะขอบฟ้าเมืองไทย ศรสั่งให้ลูกน้องและทนายความคนสนิทรออยู่ที่โรงแรมหรู ส่วนตัวเขาเข้าไปในห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าจากสูทอาร์มานีราคาหลักแสน เป็นเสื้อยืดคอย้วยสีซีด กางเกงขาสั้นเปื้อนคราบโคลน สวมรองเท้าแตะหูคีบที่ขาดวิ่น และสะพายเพียงย่ามผ้าดิบเก่าๆ ที่มีรอยปะชุน ศรจงใจไม่โกนหนวดเคราและทาฝุ่นดินตามใบหน้าและแขนขา เพื่อแปลงโฉมตัวเองให้กลายเป็นแรงงานตกอับที่สิ้นเนื้อประดาตัวอย่างสมบูรณ์แบบ
ศรนั่งรถเมล์ร้อนและเดินเท้าฝ่าเปลวแดดมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเศรษฐีระดับไฮเอนด์ เมื่อมาถึงหน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานยักษ์ของคฤหาสน์ที่เขาส่งเงินมาสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและคิดถึง เขาเอื้อมมือไปกดกริ่งหน้าบ้าน ไม่นานนัก ประตูเล็กก็เปิดออกพร้อมกับร่างของ ‘แม่ยายสมศรี’ ที่แต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมราคาแพง สวมสร้อยทองเส้นโตเต็มคอ
“มาหาใครฮะไอ้ขอทาน! ที่นี่ไม่มีเศษข้าวให้กินหรอกนะ ไปชิ่วๆ!” แม่ยายสมศรียกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรังเกียจ แววตาเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม
“แม่ครับ… นี่ผมเอง ศรไงครับ ลูกเขยของแม่” ศรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แสร้งทำหน้าตาหน้าสงสาร
สมศรีเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า เธอจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราและเสื้อผ้าซอมซ่อของชายตรงหน้า ก่อนจะกรีดร้องออกมาลั่นบ้าน “ว๊ายยย! ไอ้ศร! นี่แกไปทำอะไรมา ทำไมสภาพถึงดูเหมือนหมาวัดตกคลองแบบนี้! อย่าบอกนะว่าแกตกงาน โดนไล่ออก หรือบริษัทเจ๊งจนถูกเนรเทศกลับมา!”
ยังไม่ทันที่ศรจะตอบคำถาม ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออกอีกครั้ง ร่างของ ‘มาลี’ ภรรยาที่เขารักและเทิดทูน เดินกรีดกรายออกมาในชุดเดรสแบรนด์เนมรัดรูป ทว่า… เธอไม่ได้เดินออกมาคนเดียว มือของเธอกำลังควงแขนแนบชิดอยู่กับ ‘กริช’ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบต้นๆ ที่แต่งตัวหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งสองคนหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนิทสนมเกินกว่าคำว่าเพื่อน
“ใครมาโวยวายหน้าบ้านคะคุณแม่… อ๊ะ! สะ… ศร!” มาลีชะงักกึก หน้าซีดเผือดเมื่อเห็นอดีตสามีที่ส่งเงินเลี้ยงดูเธอมาตลอดสิบห้าปี ยืนอยู่หน้าบ้านในสภาพยาจก
“มาลี… พี่กลับมาแล้ว พี่คิดถึงมาลีที่สุดเลย” ศรพยายามจะเดินเข้าไปหาและสวมกอดภรรยา แต่มาลีกลับถอยกรูดด้วยความขยะแขยง เธอผลักอกศรอย่างแรงจนเขาล้มลงไปกองกับพื้นดิน
“อย่าเอาตัวสกปรกๆ ของแกมาโดนตัวฉันนะไอ้ศร! แกกลับมาทำไม! ฉันนึกว่าแกจะตายเป็นผีเฝ้าทะเลทรายไปแล้วซะอีก! แล้วดูสภาพแกสิ หมดตัวแล้วใช่ไหม ถึงได้ซมซานกลับมาหาฉัน!” มาลีตวาดลั่นอย่างไร้เยื่อใย แววตาของเธอไม่มีความรักหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความรังเกียจที่ปิดป้องไม่มิด
“พี่ทำธุรกิจพลาด… พี่หมดตัวแล้วมาลี พี่ไม่มีเงินเหลือเลยสักบาทเดียว พี่ขอแค่ที่ซุกหัวนอน ขอแค่ข้าวสุกสักจาน และขอให้เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนเดิมได้ไหม…” ศรแกล้งบีบน้ำตา ร้องขอความเมตตาเพื่อดูธาตุแท้ของคนตรงหน้าให้ลึกซึ้งที่สุด
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลั่นมาจากกริช ชายชู้ที่ยืนกอดอกอยู่ “โธ่ๆๆ ลุง! สภาพลุงตอนนี้ไปเป็นขอทานใต้สะพานลอยเขายังรังเกียจเลย แล้วจะมาขออยู่คฤหาสน์ร้อยล้านเนี่ยนะ? ตื่นจากฝันเถอะลุง ตอนนี้มาลีเขาเป็นเมียผมแล้ว เงินทุกบาทที่ลุงส่งมา มาลีเขาก็โอนชื่อมาเป็นของผมหมดแล้วด้วย ลุงมันก็แค่ ‘ไอ้โง่’ ที่หาเงินมาให้พวกเราเสวยสุขก็เท่านั้นแหละ!”
คำพูดของกริชเปรียบเสมือนมีดนับพันเล่มที่แทงทะลุหัวใจของศร ศรหันไปมองหน้าแม่ยายและภรรยา หวังลึกๆ ว่าพวกเธอจะปฏิเสธ หรือมีความละอายใจบ้าง แต่แม่ยายสมศรีกลับกระทืบเท้าและชี้หน้าด่าเขาซ้ำ
“ได้ยินชัดแล้วใช่ไหมไอ้ศร! แกมันหมดประโยชน์แล้ว! บ้านหลังนี้ รถหรูพวกนี้ เป็นชื่อของลูกสาวฉัน! แกไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น! รปภ.! มาลากคอไอ้ขอทานนี่ออกไปให้พ้นหน้าบ้านฉันเดี๋ยวนี้!”
มาลีเดินเข้ามากระชากย่ามผ้าดิบเก่าๆ ที่ศรสะพายอยู่ แล้วโยนมันทิ้งลงไปในแอ่งน้ำโคลนข้างถนนอย่างไม่ไยดี “เอาขยะของแกคืนไป แล้วไสหัวไปซะ! ถ้าฉันเห็นแกมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีก ฉันจะแจ้งตำรวจมาจับแกข้อหาบุกรุก!”
ศรก้มลงมองย่ามผ้าดิบที่เปื้อนโคลน สลับกับมองใบหน้าของคนที่เขาเคยรักสุดหัวใจ ความเสียใจ ความผิดหวัง และความคาดหวังที่เคยมี ถูกเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และแปรเปลี่ยนเป็น ‘ความโกรธแค้น’ ที่เยียบเย็นที่สุด!
ศรค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน เขาไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้อ้อนวอนอีกต่อไป รอยยิ้มเย็นยะเยือกที่แฝงไปด้วยอำนาจปรากฏขึ้นบนมุมปากของบุรุษผู้ผ่านสมรภูมิธุรกิจระดับโลก เขาเดินไปหยิบย่ามผ้าดิบที่เปื้อนโคลนขึ้นมา รูดซิปเปิดมันออกอย่างช้าๆ
“พวกเธอนี่… แสดงธาตุแท้ได้น่าสมเพชกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกนะ” น้ำเสียงของศรเปลี่ยนจากชายผู้น่าสงสาร กลายเป็นน้ำเสียงที่ทรงพลังและดุดันจนมาลีและสมศรีถึงกับผงะ
ศรล้วงมือลงไปในย่ามผ้าดิบเก่าๆ ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคน สิ่งที่เขาหยิบออกมาไม่ใช่เศษสลึงหรือเศษอาหาร แต่มันคือ ‘โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมรุ่นพิเศษ’ ที่ใช้สำหรับนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี ศรกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ก่อนจะกรอกเสียงลงไปอย่างเฉียบขาด
“วิชัย… เอาขบวนรถเข้ามาได้เลย ถึงเวลาเก็บกวาดขยะแล้ว”
สิ้นคำสั่งของศร เพียงไม่ถึงสองนาที เสียงคำรามของเครื่องยนต์ก็ดังสนั่นหวั่นไหว ขบวนรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) และรถเอสยูวีกันกระสุนสีดำสนิทจำนวนแปดคัน แล่นเข้ามาจอดเรียงรายปิดล้อมหน้าคฤหาสน์อย่างอุกอาจ บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำพร้อมอาวุธครบมือกว่ายี่สิบชีวิต กระโดดลงจากรถและวิ่งเข้ามาตั้งแถวโค้งคำนับศรอย่างพร้อมเพรียง
“สวัสดีครับท่านประธาน!!” เสียงของบอดี้การ์ดดังกึกก้อง
ทนายวิชัย ทนายความมือหนึ่งระดับประเทศ ก้าวลงจากรถโรลส์-รอยซ์คันหน้าสุด พร้อมถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะ รีบวิ่งเข้ามาโค้งคำนับและยื่นเสื้อสูทตัวหรูราคาหลักแสนให้ศรสวมทับเสื้อยืดเก่าๆ นั้น
มาลี แม่ยายสมศรี และไอ้ชู้รักกริช ยืนอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดออกจากเบ้า แข้งขาของพวกเขาสั่นพั่บๆ ร่างกายเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง เมื่อตระหนักได้ว่า ‘ยาจก’ ที่พวกเขาเพิ่งถ่มน้ำลายใส่ แท้จริงแล้วคือมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล!
“น… นี่มันเรื่องอะไรกัน ศร… ทำไมคนพวกนี้ถึงเรียกแกว่าท่านประธาน แกไม่ได้ล้มละลายหรอกเหรอ!” มาลีปากคอสั่น เสียงตะกุกตะกัก พยายามจะก้าวเข้าไปหาศร แต่ถูกบอดี้การ์ดสกัดกั้นไว้อย่างเด็ดขาด
“หึ! ฉันต้องขอบใจความซอมซ่อของตัวเองนะ ที่ทำให้ฉันได้เห็นสันดานของพวกลิงกังที่แอบกินผลไม้ในสวนของฉันตอนที่ฉันไม่อยู่” ศรพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามขั้นสุด เขาหันไปพยักหน้าให้ทนายวิชัย
ทนายวิชัยเปิดแฟ้มเอกสารและประกาศด้วยเสียงอันดัง “ในฐานะตัวแทนตามกฎหมายของท่านประธานศิรวิชญ์ ผมขอแจ้งให้ทราบว่า คฤหาสน์หลังนี้ รถยนต์ทุกคัน และบัญชีเงินฝากทั้งหมด แม้จะใส่ชื่อของคุณมาลี แต่ในสัญญาทางกฎหมายที่พวกคุณเซ็นโดยไม่เคยอ่านให้ละเอียด ระบุชัดเจนว่ามันเป็นทรัพย์สินภายใต้การดูแลของ ‘กองทุนโฮลดิ้ง’ ที่ท่านประธานเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว! ท่านสามารถเพิกถอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดได้ทันทีเมื่อพบการทุจริตหรือการคบชู้!”
“ม… ไม่จริง! บ้านนี้เป็นของฉัน!” สมศรีกรีดร้องเสียงหลง ทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น
“และยิ่งไปกว่านั้น…” ทนายวิชัยพูดต่อ “การที่คุณมาลีแอบโอนเงินบางส่วนไปให้ชายชู้ ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของบริษัท เราได้ทำการอายัดบัญชีทั้งหมดของพวกคุณเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีที่ผ่านมา ตอนนี้พวกคุณไม่มีเงินเหลือแม้แต่บาทเดียวครับ”
กริช ชู้รักหน้าปลาจวด เมื่อรู้ว่ามาลีไม่มีเงินแล้วและกำลังจะโดนคดีหนัก มันก็รีบสะบัดมือมาลีทิ้งทันที “ผ… ผมไม่เกี่ยวฮะเฮีย! นังนี่มันหลอกเงินเฮียมาเลี้ยงผมเอง ผมไม่รู้เรื่อง!” พูดจบกริชก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างขี้ขลาด ทิ้งให้มาลียืนเคว้งคว้างด้วยความช็อก
มาลีเข่าอ่อนทรุดลงไปคุกเข่า ร้องไห้ฟูมฟาย กรีดร้องโหยหวน เธอคลานเข้าไปเกาะขากางเกงที่เปื้อนโคลนของศร น้ำตานองหน้า “พี่ศร! มาลีขอโทษ! มาลีผิดไปแล้ว มาลีถูกไอ้กริชมันหลอก พี่ศรให้โอกาสมาลีเถอะนะคะ มาลีรักพี่ศรคนเดียวนะคะ!”
แม่ยายสมศรีก็คลานเข้ามากราบกรานเช่นกัน “ลูกศร! แม่ขอโทษ แม่ตาบอดเองที่ด่าลูก ลูกเป็นลูกเขยที่ประเสริฐที่สุดของแม่ อย่าไล่แม่กับมาลีออกไปเลยนะลูกนะ ถือว่าเวทนาคนแก่เถอะนะ!”
ศรก้มลงมองผู้หญิงสองคนที่เคยหน้าไหว้หลังหลอกด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ อีกต่อไป เขาสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของมาลีอย่างแรง จนมาลีหงายหลังล้มลง
“ความเมตตาของฉัน มันหมดไปตั้งแต่ตอนที่พวกเธอโยนย่ามของฉันลงโคลนแล้ว” ศรกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “วิชัย… สั่งคนของเราเข้าไปขนของใช้ส่วนตัวของพวกมันออกมา โยนออกไปนอกรั้วให้หมด แล้วไล่พวกมันออกไปจากที่ดินของฉันเดี๋ยวนี้! อย่าให้ฉันต้องเห็นหน้าพวกหน้าเงินนี่อีก!”
“รับทราบครับท่านประธาน!”
บอดี้การ์ดนับสิบคนบุกเข้าไปในคฤหาสน์ กวาดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของมาลีและสมศรียัดใส่ถุงดำ แล้วโยนข้ามรั้วออกมาตกเกลื่อนกลาดอยู่ริมถนน มาลีและสมศรีถูกลากตัวออกมาโยนทิ้งไว้หน้าประตูรั้ว ทั้งสองกอดกันร้องไห้โฮอย่างน่าสมเพชเวทนา จากคุณนายที่ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทอง บัดนี้กลับกลายเป็นยาจกข้างถนนอย่างแท้จริงภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที!
ศรหันหลังเดินกลับขึ้นรถโรลส์-รอยซ์คันหรูโดยไม่หันกลับไปมองเสียงคร่ำครวญนั้นอีก รถหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากหมู่บ้าน ทิ้งรอยแผลแห่งความเนรคุณให้ผู้กระทำต้องชดใช้ด้วยความยากลำบากไปตลอดชีวิต
มหาเศรษฐีหนุ่มหลับตาลงพิงเบาะหนังแท้ แม้หัวใจจะบอบช้ำจากการถูกหักหลัง แต่เขาก็รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด เงินทองอาจจะซื้อความสะดวกสบายได้ แต่มันก็เป็น ‘กระจกเงา’ บานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นกมลสันดานที่แท้จริงของมนุษย์ได้ชัดเจนที่สุดเช่นกัน.



